The New Titleist Pro V1, Pro V1x พวกเขาทำให้ลูกกอล์ฟอันดับ 1 ที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้วดีขึ้นได้อย่างไร

Untitled-1

เดินทางมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 7 แล้วสำหรับลูกกอล์ฟรุ่นยอดนิยมที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2000 สำหรับ Titleist Pro V1 และ Pro V1x ลูกกอล์ฟอันดับ 1 ในใจนักกอล์ฟทั่วโลก ซึ่งสร้างปรากฎการณ์ด้านยอดขายดีที่สุดในหมวดลูกกอล์ฟอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้วยความล้ำหน้าทางด้านนวัตกรรมและรับฟังเสียงตอบรับจากผู้เล่นทุกระดับตั้งแต่วีคเอนด์กอฟเฟอร์ไปจนถึงทัวร์โปรระดับโลก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทีมวิจัยและพัฒนาของ Titleist จะยกระดับลูกกอล์ฟ Pro V1 และ Pro V1x ที่เข้าใกล้กับคำว่าสมบูรณ์แบบอยู่แล้วให้ออกมาเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2017

หลังจากปล่อยให้บรรดาผู้เล่นในทัวร์ทดสอบตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ในที่สุด Titleist ก็เปิดตัว 2017 Pro V1 และ Pro V1x ใหม่ พร้อมกับตั้งคำถามสั้นๆ ว่า “จงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเกมกอล์ฟของคุณ” ไม่ว่าจะเป็น V หรือ X (ย่อมาจาก V1 หรือ V1x) ขอให้ลองทดสอบว่ารุ่นไหนเหมาะกับเกมกอล์ฟของคุณมากที่สุด

ไม่สำคัญว่าที่ผ่านมาคุณจะชื่นชอบ Pro V1 หรือ Pro V1x มากกว่ากัน ด้วยการพัฒนาของลูกกอล์ฟโมเดลใหม่ทั้ง 2 รุ่น Titleist เชื่อว่ามันอาจถึงเวลาแล้วที่คุณจะประเมินประสิทธิภาพของ Pro V1 และ Pro V1x ใหม่ว่ารุ่นไหนดีที่สุดสำหรับคุณมากกว่ากัน

0

เริ่มตั้งแต่การพัฒนาคุณสมบัติใน Pro V1 ใหม่ให้สามารถตีไกลกว่าโมเดลก่อน จนกระทั่งเข้ามาใกล้เคียงกับ Pro V1x มากขึ้น ต้องขอบคุณกระบวนการผลิตแกนแบบใหม่ (The Next Generation 2.0 ZG Process Core) ของ Pro V1 ช่วยให้นักกอล์ฟตีได้ระยะไกลขึ้น เนื่องจากให้ความเร็วลูกกอล์ฟสูงขึ้นและสปินลดลงเวลาเล่นลูกเดินทางนั่นเอง

“ตอนนี้เราตัดปัจจัยเรื่องระยะออกไปจากความคิดของนักกอล์ฟเวลาต้องเลือกระหว่าง Pro V1 กับ Pro V1x เราอยากให้นักกอล์ฟตัดสินใจโดยใช้เรื่องของความรู้สึกสัมผัสและลักษณะของไฟล์ทบอลมาเป็นตัวชี้วัดแทน” บิล มอร์แกน รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยและพัฒนาลูกกอล์ฟของ Titleist กล่าว

ยกตัวอย่างเช่น เจสัน โคแกรก เจ้าของสถิติตีไกลอันดับ 6 ในพีจีเอ ทัวร์ 2016 ปกติใช้ลูกกอล์ฟรุ่น Pro V1x แต่ผลจากการทดสอบเขาสามารถตีลูก Pro V1 รุ่นใหม่ได้ไกลพอๆ กับ Pro V1x ขณะเดียวกัน เจสัน ชื่นชอบฟิลลิ่งที่นุ่มนวลเวลาเล่นลูกสั้นของ Pro V1 เพราะช่วยให้เล่นลูกสั้นได้ดีขึ้น ดังนั้นสุดท้ายจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Pro V1 แทน

เช่นเดียวกับนักกอล์ฟทั่วไปที่รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลกว่าจาก Pro V1 (เนื่องจากมีค่าคอมเพรสชั่นต่ำกว่า Pro V1x) ดังนั้นไฟล์ทบอลของ Pro V1 ก็จะต่ำกว่า Pro V1x เล็กน้อยเวลาเล่นลูกเดินทาง

1111

ส่วนการดีไซน์ที่พัฒนาขึ้นใน Pro V1x ถือว่าเป็นเรื่องยากกว่า เนื่องจากแทบไม่มีผู้เล่นในทัวร์คนไหนอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ดีทีมวิจัยและพัฒนาของ Titleist ยังคงสามารถพัฒนาการออกแบบผิวด้านนอกในส่วนของตำแหน่งรอยบุ๋มต่างๆ ใหม่ เพื่อให้ Pro V1x ใหม่มีไฟล์ทบอลที่มั่นคงและสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น (Pro V1 ใหม่ก็ได้รับการพัฒนารอยบุ๋มแบบใหม่นี้เช่นกัน)

“ผมหยิบ Pro V1x ใหม่ไปแข่งที่ออสเตรเลีย แล้วก็ชนะเลย” จอร์แดน สปีธ สตาร์นักกอล์ฟที่ใช้ Pro V1x มายาวนาน กล่าว “สิ่งที่เห็นได้ชัดในทันทีคือไฟล์ทบอลที่ดีขึ้น มันยังคงเสถียรแม้จะมีลมพัดตัดเข้ามา”

ทั้งนี้ Pro V1x ใหม่จะให้วิถีลูกที่สูงกว่า Pro V1 เล็กน้อย และให้สปินสูงกว่าเวลาตีช็อตแอพโพรชด้วยเหล็ก

สรุปแล้วลูกกอล์ฟ Pro V1 กับ Pro V1x ใหม่ได้รับการพัฒนาในส่วนของการดีไซน์รอยบุ๋มตามหลักอากาศพลศาสตร์และระบบแม่พิมพ์ในการผลิตเปลือกด้านนอกที่ดีขึ้นเพื่อสร้างประสิทธิภาพด้านไฟล์ทบอลที่คงเส้นคงวามากยิ่งขึ้น ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแกนแบบใหม่ 2.0 ZG Process ช่วยให้ Pro V1 ใหม่สามารถทำระยะทางได้ไกลขึ้นจนเข้ามาใกล้เคียงกับ Pro V1x

9

ที่สุดแล้วลูกกอล์ฟทั้ง 2 รุ่นต่างให้ประสิทธิภาพที่ครบเครื่องสำหรับนักกอล์ฟทุกระดับ ตลอดจนมอบคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเล่นในทุกๆ ช็อตตั้งแต่แท่นทีถึงกรีน ดังนั้นการตัดสินใจว่า V หรือ X คงต้องขึ้นอยู่กับการทดสอบของนักกอล์ฟแต่ละคนว่าจะเลือกแบบไหน

ลูกกอล์ฟ 2017 Pro V1 และ Pro V1x ใหม่ ราคากล่องละ 2,120 บาท วางจำหน่ายในเมืองไทยวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

text: rookie photo: titleist

Share Button